2007/Oct/19

ข่าวดีสำหรับน้องๆที่สนใจสอบตรงคณะสังคมสงเคราะห์       

พี่ๆจัดติวให้กับน้องๆแล้ว

“ในวันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2550”

,,,,,,,เราจะนัดรวมพลกันเวลา8.00 - 8.30 น.,,,,,,,,,

“หน้าศูนย์หนังสือธรรมศาสตร์รังสิต (บร.1)”

ในงานน้องๆจะได้รับความรู้จากพี่ๆตั้งแต่ปี1ถึงปีสูง

รวมทั้งเคล็ดลับและแนวทางในการทำข้อสอบมากมาย

ถ้ามาติวครั้งนี้น้องๆจะไม่พลาดในการทำข้อสอบอย่างแน่นอน

และพบกับกิจกรรมอื่นๆ เช่น การโชว์ลีด  และ สันทนาการ 

มาติวกันเยอะๆนะคะ งานนี้ฟรีตลอดงาน มากันให้ได้นะคะ

แล้วพบกันค่ะ
 
โปรดฟังอีกครั้ง !!!!!!!!!!!!

ในวันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2550

เจอกันที่ ศูนย์หนังสือ ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต   หน้าศูนย์หนังสือธรรมศาสตร์รังสิต (บร.1)

<<คือ มันอยู่ตรงข้ามกับโรงอาหารกลางนะจ้ะ ข้ามทางม้าลายก็เจอเลยจ้ะ >>

เริ่มลงทะเบียนเวลา 8.00 - 8.30 น. (งานจะเสร็จสิ้นเวลาประมาณ 16.-30 น.)
หากมีข้อสงสัยติดต่อมาที่พวกพี่ๆได้
พี่แพรว 0851362236  monkey_sw_tu@hotmail.com
พี่โบกี้  0847735851   b_bokie_pinkky@hotmail.com
พี่เจต    0813450083  
พี่เป้ (อีสาน)  0858606998
พี่ฝน (ใต้)   0831744755
พี่แม็ก  (เหนือ - อีสาน)  0896286339
พี่กระต่ายน้อย  0868869561
พี่ลูกหวาย  0898894503
พี่มู่หลาน  0868820790
พี่กันต์       0896672764
พี่เเชท  astroz_boyz@hotmail.com

รถเมล์ขสมก. ผ่าน 3 สาย คือ
๑. รถยูโรทูสาย 39 อนุสาวรีย์ชัย-สะพานใหม่-รังสิต-ธรรมศาสตร์
๒. รถยูโรทูสาย 510 อนุสาวรีย์ชัย-หลักสี่-ดอนเมือง-รังสิต-ธรรมศาสตร์
๓. รถแอร์น้ำเงินเขียวสาย 520 เดอะมอลล์บางกะปิ-นวมินทร์-รามอินทรา-สะพานใหม่-ธรรมศาสตร์

รถเมล์ร่วมบริการ ผ่าน ๒ สาย คือ
๑. รถธรรมดาขาวน้ำเงินและรถแอร์น้ำเงินเหลืองสาย 29 หัวลำโพง-จุฬา-อนุสาวรีย์ชัย-หลักสี่-ดอนเมือง-รังสิต-ธรรมศาสตร์
๒. รถธรรมดาขาวน้ำเงินสาย 39 อนุสาวรีย์ชัย-สะพานใหม่-รังสิต-ธรรมศาสตร์

(โปรดดูป้ายหน้ารถเมล์ด้วย เพราะบางครั้งอาจวิ่งตัดระยะมาไม่ถึงธรรมศาสตร์ ถ้าวิ่งมาถึงมักจะเขียนด้วยอักษรสีแดงบนพื้นเหลือง)

รถตู้ผ่าน ๓ สาย คือ
๑. ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ - ธรรมศาสตร์ รังสิต ราคา 40 บาท (ขึ้นบริเวณหน้าหอประชุมใหญ่)
๒. อนุสาวรีย์ชัย - ธรรมศาสตร์ รังสิต ราคา 30 บาท (ขึ้นฝั่งเดียวกับที่ขึ้นรถเมล์สาย 29, 39 และ 510)

<<คือถามพี่จัดคิวด้วยนะจ้ะว่าเข้าธรรมศาสตร์หรือเปล่า ที่จอดรถจะอยู่ด้านหลังแถวใต้ต้นไทรน่ะจ้ะ>>

๓. จตุจักร - ธรรมศาสตร์ รังสิต ราคา 30 บาท (ขึ้นด้านในที่จอดรถยนต์ ข้างสถานี BTS ฝั่งตรงข้ามกับตลาดนัดจตุจักร)

(รถทุกสายที่กล่าวมาวิ่งเข้าไปถึงด้านในมหาวิทยาลัย กรุณาอย่ารีบลงด้านหน้าโรงพยาบาลธรรมศาสตร์)

credit บอร์ดสิงห์

แต่ถ้าน้องเกิดหลงลงก่อนที่หน้าโรงพยาบาลแล้วให้เดินเข้าไปตรงวงเวียนของโรงพยาบาลนะจ้ะ จะมีรถ NGV เข้ามาวนตรงวงเวียน มันจะพาน้องเข้าไปข้างในได้จ้ะ ถ้าไม่แน่ใจว่ารถมันจะไปไหนก็ อ่านป้ายเอา หรือตะโกนถามพี่คนขับเลยว่าไปโรงกลางป่ะคะ? ++ ไม่ต้องอายนะ เพราะพี่เองก็ตะโกนประจำทั้งๆที่มอตัวเองแท้ๆ ถ้าไปก็กระโดดขึ้นเลยจ้ะ บอกพี่คนขับด้วยก็ได้จ้ะ ว่า พี่คะ ถึงโรงกลางแล้วบอกหนูด้วยนะคะ ++ นั่งรถชมวิวไปในตัวด้วย อิอิ มอเรากว้างขวางอยู่เหมือนกันนะ

 น้องๆจ้ะ คือ รถ NGV กะ รถรางเหมือนวิ่งๆแถวสนามหลวง ที่เป็นสีเหลือง-แดงที่วิ่งในมอ หน้าตาน่ารักๆ ขึ้นฟรีนะจ้ะ

credit บอร์ดคณะ << มีอะไรสงสัยก็ไปถามพี่ๆ เค้าได้เลยค่า

 

 

edit @ 22 Oct 2007 18:34:14 by SocWork TU

2007/Sep/13

หลายๆคนอาจจะมองหาที่เรียนภาษาอังกฤษอยู่ลองดูที่ สถาบันภาษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดูนะ เราว่ามันถูกกว่าที่อื่นๆข้างนอก

โครงการฝึกอบรมภาษาอังกฤษสำหรับบุคคลทั่วไป (ท่าพระจันทร์)

เปิดอบรมระหว่างวันที่ 13 ตุลาคม - 30 ธันวาคม 2550 (เปิดรับสมัครตั้งแต่ตอนนี้แหละ)

มีโปรแกรมให้เลือกเรียนเยอะดี

1. การฟัง - การพูด (Listening - Speaking)

2. การอ่าน - การเขียน (Reading - Writing)

3. การเขียนเพื่อศึกษาต่อ แนว TOEFL (Writing for Advanced Studies )

4. ภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน(English for Work )

5. การเตรียมตัวเพื่อศึกษาต่อภายในประเทศ (English for Advanced Studies)

6. การเตรียมตัวเพื่อศึกษาต่อต่างประเทศ (TOEFL IBT)

7. ทักษะการใช้ไวยากรณ์ (Grammar for Better English)

8. การแปลเบื้องต้น (Introduction to Translation)

9. การเขียนรายงานภาษาอังกฤษเพื่ออาชีพ (Report & Proposal Writing for Careers)

10. ภาษาอังกฤษเชิงกฎหมาย (English for Legal Purpose Mini Program: ELM)

11. ภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษาขั้นมหาวิทยาลัย (English for University Studies)

12. การนำเสนองานระดับมืออาชีพ (Professional Oral Presentations)

13. ภาษาอังกฤษจากภาพยนตร์ (Movie English)

14. การเขียนภาษาอังกฤษเชิงกฎหมาย (Writing Legal English)

15. การแปล 2

16. ทักษะไวยากรณ์เพื่อการเตรียมตัวสอบ

ดูรายละเอียดที่ http://www.tu.ac.th/org/litu/training.htmlคลิกเข้าไปดูกันเลย

***************************

ส่วนอันนี้เป็น ที่ศูนย์รังสิต

โครงการฝึกอบรมภาษาอังกฤษสำหรับบุคคลทั่วไป (ศูนย์รังสิต)

เปิดอบรมเฉพาะวันอาทิตย์ ระหว่างวันที่ 7 ตุลาคม 9 ธันวาคม 2550 (รับสมัครตั้งแต่บัดนี้ 28 กันยายน 2550)
เปิดอบรม วันอังคาร์ พุธ และพฤหัสบดี ระหว่างวันที่ 4 กันยายน 25 ตุลาคม 2550 (รับสมัครตั้งแต่บัดนี้ 17 สิงหาคม 2550)

รับสมัคร จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 16.00 น. (อบรมตลอดปี ปีละ 4 ช่วง)

1. การฟัง - การพูด (Listening - Speaking)

2. ทักษะการใช้ไวยากรณ์ (Grammar for Better English)

3. การอ่าน - การเขียน (Reading - Writing)

4. ภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน (English for Work )

5. การเตรียมตัวเพื่อศึกษาต่อภายในประเทศ (English for Advanced Studies)

6. การเตรียมตัวเพื่อศึกษาต่อต่างประเทศ (TOEFL IBT)

7. ภาษาอังกฤษเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย(English for University Entrance Examination)

8. ภาษาเกาหลี (KOREAN) อ่ะ มีด้วย

ดูรายละเอียดที่ http://www.tu.ac.th/org/litu/trainingrungsit.html

***************************

ภาษาอื่นๆๆๆ ที่ โครงการสอนภาษาเอเชียตะวันออก สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มธ. ศูนย์รังสิต

ญี่ปุ่น

หลักสูตรที่เปิดสอน

1 .หลักสูตรชั้นต้นคือ ชั้น B1,B2,B3,B4

2. หลักสูตรชั้นกลาง คือ ชั้น M1,M2,M3

3. หลักสูตรชั้นสูง คือ ชั้น A1,A2

รายละเอียด http://www.asia.tu.ac.th/information/IF006_japan.htm

จีน

หลักสูตรที่เปิดสอน

หลักสูตรชั้นต้นคือ ชั้น B1,B2,B3

รายละเอียด http://www.asia.tu.ac.th/information/IF005_chinese.htm

เกาหลี

หลักสูตรที่เปิดสอน

1 .หลักสูตรชั้นต้นคือ ชั้น B1,B2,B3

2. หลักสูตรชั้นกลาง คือ ชั้น M1 ,M2

รายละเอียด http://www.asia.tu.ac.th/information/IF005_korea.htm

(เราเรียนหลักสูตรอันนี้ตั้งแต่ ปี 1 แล้วแหละ)

2007/Sep/09

เอ???? จบม. 6 แล้วจะเรียนอะไรดีน้า จะเอนท์ติดที่ไหนเนี่ย คะแนนเราก็ไม่ค่อยจะดี กิจกรรมก็ชอบ ถ้าไปเรียนมหาลัยแล้วจะมีเวลาทำกิจกรรมรึป่าว อยากไปค่ายบำเพ็ญประโยชน์จัง เรียนจบแล้วจะมีงานทำมั้ย ฯลฯ นี่คงเป็นหลายคำถามที่น้องๆต้องการคำตอบที่ลงตัวที่สุด คงจะยากถ้าน้องๆอยากได้คณะในฝันที่มีครบทุกองค์ประกอบข้างต้น แต่พี่ก็มีคณะนึงมาแนะนำให้น้องๆได้รู้จักกันนะครับ นั่นก็คือ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ หลายคนอาจจะไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำว่ามีคณะนี้อยู่ด้วย แต่หลายคนอาจจะรู้จักกันเป็นอย่างดี และต้องการที่จะมาเรียนคณะนี้


ขึ้นต้นชื่อคณะว่า คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ แล้ว น้องๆคงคิดว่าอาชีพจบไปคงไม่พ้นพวกนักสังคมสงเคราะห์แหงมๆ ซึ่งถ้าน้องได้ศึกษาเกี่ยวกับรายละเอียดของวิชาเรียน และการประกอบอาชีพเมื่อเรียนจบแล้วคงเป็นคนละเรื่องกับที่น้องๆคิดอยู่เป็นแน่ ทีนี้เรามาดูชื่ออย่างเป็นทางการของคณะกันดีกว่านะครับ
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
หลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต
ชื่อหลักสูตร หลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต(Bachelor of Social Work Program)
จุดมุ่งหมาย เพื่อผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ ทัศนคติ ทักษะของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในการเสริมสร้าง และพัฒนาศักยภาพของคน ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต ระบบสวัสดิการ และการพัฒนาสังคม รวมทั้งสามารถทำงานร่วมกับนักวิชาการและนักวิชาชีพอื่นได้อย่างเหมาะสม


คำถามแรก คงไม่พ้นว่า จะเข้าเรียนคณะนี้ได้อย่างไรกันใช่มั้ยล่ะครับ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์นั้นแต่แรกเริ่มเดิมทีเป็นคณะที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับ 5 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอีกมหาวิทยาลัยหนึ่งก็คือ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ส่วนมหาวิทยาลัยอื่นๆนั้นก็เริ่มเปิดแล้วเหมือนกัน แต่เป็นเพียงแค่ภาควิชาของคณะสังคมศาสตร์เท่านั้น ต่างกับที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กับมหาวิทยาลัยหัวเฉียวฯตั้งเป็นคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์เลย ทีนี้พี่ขอกล่าวถึงแต่หลักสูตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นะครับ หวังว่าน้องๆคงไม่ว่ากัน
การเข้าเรียนมีอยู่ 2 วิธีนะครับ วิธีแรกก็คือ การสอบตรง โดยน้องๆต้องเสียเงินค่าสมัครสอบผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทยเสียก่อน ลักษณะข้อสอบก็เป็นข้อสอบข้อเขียนครับ จำพวกเรียงความ ไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย เพราะ ทางมหาวิทยาลัยเค้าจะดูแนวคิดของน้องๆเกี่ยวกับการสังคมสงเคราะห์ ซึ่งเกณฑ์การสมัครสอบนั้นไม่แน่ใจนะครับว่าต้องใช้GPAรึเปล่า แต่น้องๆควรได้คะแนนเอนท์รายวิชาขั้นต่ำวิชาละ 10% ของคะแนนเต็มทั้งหมด อีกทั้งเรายังเปิดการติวข้อสอบสอบตรงกลางเดือนตุลาคมของทุกปีอีกด้วย ซึ่งบรรยากาศการติวก็ไม่ซีเรียส ขำๆเฮฮาไปวันๆ ติวเช้าเย็นกลับ ไม่ต้องค้างคืน เพื่อความสะดวกของน้องๆที่อยู่ไกล ไม่สะดวกเรื่องที่พัก เห็นไหมครับว่าไม่ยากเลย
ส่วนอีกวิธีหนึ่งก็คือ การใช้คะแนนเอนท์ยื่นกับทางสกอ. ซึ่งน้องๆควรจะได้คะแนนเฉลี่ยรายวิชาอย่างน้อยซัก 50-55 คะแนนขึ้นไป วิชาที่ใช้คิดคะแนนเป็นหลักก็ได้แก่ วิชาภาษาไทย สังคม และภาษาอังกฤษ ส่วนอีกหนึ่งวิชาที่ใช้ก็ได้แก่ วิชาวิทยาศาสตร์กายภาพฯ คณิต 1 คณิต 2 ภาษาฝรั่งเศส ฯลฯ ซึ่งน้องๆส่วนใหญ่ก็มักจะได้คะแนนรายวิชาเฉลี่ยเกิน 50 อยู่แล้วหล่ะ พี่ก็คิดว่ามันไม่ยากเกินความสามารถของน้องๆอยู่แล้วแหละ ^^


อาวละ ทีนี้ก็มาถึงคำถามต่อไปซะที น้องๆหลายคนคงจะสงสัยว่าการเรียนการสอนของคณะนี้เป็นยังไง วิชาหลักๆของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์จะออกแนวจิตวิทยาเชิงประยุกต์ หรือเน้นการปฏิบัติซะมากนั่นเอง การเรียนก็เน้นการทำงานกลุ่มซะส่วนใหญ่ วิชาคณะเมื่อเทียบกับคณะอื่นก็ถือว่าไม่ยากมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะได้เกรดดีๆกันทั้งน้าน อาจารย์ในคณะก็ใจดี มักจะช่วยคะแนนให้พวกพี่ผ่าน F มาได้เสมอ เหอๆๆ -_-


ส่วนเรื่องการฝึกงานปกติแล้วคณะอื่นๆโดยทั่วไปจะฝึกงานกันแค่ 6 หน่วยกิตหรือฝึกงานตอนช่วงซัมเมอร์ปี 3 เท่านั้น แต่คณะนี้มีการฝึกงานถึง 15 หน่วยกิต ซึ่งก็คือ มีการฝึกงาน(ดูงาน)ระหว่างภาคเรียน ฝึกงานซัมเมอร์ปี 2 และปี 3 แล้วเราก็สามารถฝึกงานที่ไหนก็ได้แล้วแต่เราจะเลือก ซึ่งทางคณะจะมีสถานที่มาให้น้องๆเลือกกันอีกทีนึง ถ้าใครชอบเที่ยว อยากเห็น อยากทำอะไรแปลกๆใหม่ๆละก็ สามารถเลือกสถานที่การฝึกงานไปยังที่ไกลๆได้เช่น ฝึกงานกับชาวเขา ขึ้นดอย ล่องเหนือ ลงใต้ ตามแต่ใจน้องจะปรารถนา ส่วนถ้าใครไม่อยากไปไหนก็สามารถทำเรื่องฝึกงานแถวละแวกบ้านก็ได้ อันนี้ก็ไม่ว่ากันนะครับ


คำถามยอดฮิตสำหรับเด็กกิจกรรมตัวยง ถ้าหนู/ผม/เดี๊ยน/อิฉัน ได้ใช้ชีวิตในรั้วมหาลัยแล้วจะมีเวลาทำกิจกรรมมั้ย มันจะเบียดบังเวลาเรียนรึป่าว ก็ขอตอบเลยนะครับว่า มีเวลาทำแน่นอนครับ เนื่องจากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์นั้นเรียนไม่หนักเมื่อเทียบกับคณะอื่นๆ เพราะจำนวนหน่วยกิตที่บังคับเรียนน้อย อีกทั้งวิชาเรียนก็ไม่ยากมาก น้องๆจึงมีเวลาทำกิจกรรมอย่างเหลือเฟือ จนน้องๆคณะอื่นอาจจะคิดว่าเด็กคณะนี้ไม่เป็นอันเรียนกันเหรอ มัวแต่ทำกิจกรรมกันอยู่ได้ และคณะนี้ก็มักจะมีการจัดค่ายไปกันเองค่อนข้างบ่อย เมื่อเทียบกับคณะอื่นแล้ว (เห็นมั้ย!!!ดีล่ะสิ) หรือถ้าใครเบื่อกิจกรรมคณะแล้วก็สามารถไปร่วมแจมกับกิจกรรมของคณะหรือชมรมอื่นได้อีก เพราะ ธรรมศาสตร์ให้เสรีภาพแก่คุณอย่างเต็มที่ในทุกเรื่อง ขอให้แค่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็เป็นพอ ~.~


คำถามต่อไปคงเป็นคำถามสุดฮิตที่ใครๆทุกคนคงนึกอยู่ในใจ ว่า ถ้าจบไปแล้วจะมีงานทำมั้ย อันนี้ก็คงต้องขอคอนเฟิร์มนะครับว่า จบไปแล้วมีงานทำแน่นอน ไม่เล็กน้อยถึงปานกลาง แต่มากถึงมากที่สุด เพราะ จะว่ากันตามตรงแล้วบุคลากรที่มีความรู้ทางด้านสังคมสงเคราะห์ในเมืองไทยยังมีอยู่น้อย ทำให้เกิดการขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ จบไปแล้วน้องๆอาจจะไปเป็นนักสังคมสงเคราะห์ก็ได้ แล้วถ้าไม่อยากเป็นนักสังคมสงเคราะห์ล่ะ จะได้มั้ย?


คำตอบก็คือ ได้ครับ เนื่องจากนักศึกษาที่จบจากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์นั้นมีเพียงแค่ 20% เท่านั้นที่ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ แล้วอีก 80% ที่เหลือล่ะ หายไปไหนหมด พวกเขาไม่ได้หายไปไหนกันหรอกครับ เนื่องจากการเรียนการสอนของคณะเอื้อต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นก็หมายความว่าน้องๆสามารถนำสิ่งที่เรียนไปประยุกต์ใช้กับอาชีพอะไรก็ได้ที่น้องๆอยากจะทำ เช่น บางคนจบไปก็ทำงานตามบริษัทเอกชน ฝ่ายบุคคล บางบริษัทเค้าจะระบุมาว่าต้องการผู้ที่จบจากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์มาทำงานโดยตรง บางครั้งเงินเดือนอาจจะเริ่มค่อนข้างสูง (ซักหมื่นอัพ) หรือทำงานตามมูลนิธิเอกชนต่างๆก็ได้ เงินดีแต่งานเหนื่อยนะขอบอก บางคนจบไปก็ไปเป็นแอร์โฮสเทรส บางคนจบไปก็ประกอบธุรกิจส่วนตัว บางคนจบไปก็เป็นอาจารย์ ฯลฯ เห็นมั้ยละครับว่า เรียนสังคมสงเคราะห์แล้วไม่จำเป็นที่จะต้องไปเป็นนักสังคมสงเคราะห์ก็ได้ แต่ถ้าน้องๆคนไหนมีอุดมการณ์แรงกล้า อยากจะทำงานเพื่อส่วนรวมจริงๆก็ได้ครับ
เวอร์รึป่าว มันมีด้วยเหรอ เรียนจบไปแล้วจะทำอาชีพอะไรก็ได้น่ะ ไม่เวอร์หรอกครับเพราะมันคือเรื่องจริง(ไม่อิงนิยาย) เพราะ การเรียนการสอนของคณะเราหลักๆแล้วก็คือ สอนการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข เข้าใจถึงสาเหตุของอารมณ์ต่างๆ และเรียนรู้ที่จะจัดการกับอารมณ์เหล่านั้น สอนวิธีการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข

เข้าใจและสามารถปรับตัวกับผู้อื่นในสังคมได้ ถ้าจะว่ากันตามตรงแล้ว คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์นั้นเป็นคณะที่นักศึกษาเรียนจบแล้วมีงานทำเป็นคณะอันดับ 2 ของมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว

แต่ถ้าเราจะดูวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาที่เรียนแล้ว เราสามารถจำแนกวิชาโทภายในคณะออกได้เป็น 4 สาขาวิชานะครับ ดังนี้
1. การพัฒนาชุมชน
2. การบริหารงานกระบวนการยุติธรรม
3. สังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์
4. พัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัว

เห็นมั้ยล่ะครับ ว่าคณะสังคมสงเคราะห์นั้นถึงแม้จะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพในสายงานก็ยัง
ค่อนข้างกว้างอยู่ดี เพราะเราจะสามารถแยกออกอาชีพโดยรวมออกได้เป็น 4 ประเภท แล้วแต่ละประเภทก็ยังสามารถแยกย่อยลงไปอีกได้มากมาย ท้ายสุดก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละบุคคลว่าอยากจะทำงานแบบไหน แต่ถ้าใครคิดอยากจะทำงานที่ต่างประเทศก็ถือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวนะครับ เพราะ ในต่างประเทศคณะนี้ถือเป็นคณะที่บูมอย่างมากถ้าเทียบกับในเมืองไทย แน่นอน เงินก็ดีด้วยเช่นกันครับ
ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญมากๆ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์นั้นมีลักษณะเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์อยู่อย่างหนึ่ง เมื่อใครดูแล้วก็ต้องรู้ว่าเป็นคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์แน่นอน นั่นก็คือ งิ้วสังคมสงเคราะห์ นั่นเอง งิ้วสังคมสงเคราะห์นั้นแตกต่างจากงิ้วที่เห็นตามงานทั่วไป งิ้วของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์มีอีกชื่อหนึ่งว่า งิ้วล้อการเมือง ซึ่งเนื้อหาที่นำเสนอนั้นก็จะเป็นการสะท้อนถึงสภาพสังคม เสียดสีทางการเมือง การล้อคณะผู้บริหารของประเทศ ซึ่งการแสดงดังกล่าวต่างก็เป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้ชมจำนวนมาก และทีมงานงิ้วนั้นก็จะเปิดรับแต่เฉพาะคนในคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์เท่านั้น ถือว่าเป็นสิทธิพิเศษอีกอย่างหนึ่งเลยทีเดียว ที่นักศึกษาคณะนี้พึงได้รับ และขอย้ำอีกครั้งว่า งิ้วสังคมสงเคราะห์นั้นแตกต่างกับงิ้วทั่วไปเอามากๆ และสนุกสนานมากทีเดียว ไม่แพ้การแสดงอื่นใดเลย
ที่น้องๆอ่านผ่านมาทั้งหมดนั้นอาจจะน่าเบื่อไปบ้าง แต่ก็มีสาระอย่างอัดแน่น อย่างไรก็ตาม พี่ก็ขอฝากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไว้ในหัวใจดวงน้อยๆของน้องๆทุกคนด้วยนะครับ ขอบคุณที่อุตส่าห์อ่านจนจบนะครับ

บทความโดย tofuzung@hotmail.com

ที่มา : http://www.bs.ac.th/thai/135/Dream_new/factory37.htm